2023 rw decoding online disinformation rsf
ความปลอดภัยดิจิทัล

ถอดรหัสข้อมูลบิดเบือนทางออนไลน์ (1/2): 7 รูปแบบการบิดเบือนข้อมูล

ข้อมูลบิดเบือนทางออนไลน์เป็นความท้าทายที่ทวีความรุนแรงขึ้นสำหรับนักข่าวที่ต้องการแหล่งข้อมูลอันน่าเชื่อถือเพื่อใช้ในการรายงานข่าวและการอ้างอิง บทความนี้ ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders หรือ RSF) จะอธิบายเทคนิคการบิดเบือนข้อมูลทางออนไลน์ประเภทต่าง ๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป

การต่อสู้กับข้อมูลบิดเบือนทางออนไลน์และ “ข่าวปลอม” ที่ถูกจงใจสร้างขึ้น ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของวงการวารสารศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) ดำเนินงานเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างจริงจังผ่าน International Initiative on Information and Democracy และ Journalism Trust Initiative ซึ่งเป็นแนวทางแก้ไขเชิงระบบสองโครงการที่มุ่งปกป้องและส่งเสริมเสรีภาพ ความเป็นอิสระ ความหลากหลาย และความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารทั่วโลก

ข้อมูลบิดเบือนทางออนไลน์อาจปรากฏได้หลายรูปแบบ ประเภทต่าง ๆ ต่อไปนี้นำมาจากรายงานว่าด้วยความผิดปกติของข้อมูลข่าวสาร (Information Disorder) ซึ่งจัดทำตามคำร้องขอของสภายุโรป และเขียนโดย First Draft News เครือข่ายองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

รายงานดังกล่าวอธิบายว่า การตรวจสอบเพียงว่าข้อมูลนั้น “จริง” หรือ “เท็จ” มีความสำคัญน้อยกว่าการพิจารณาเจตนาของผู้เขียน เนื่องจากข้อมูลจริงอาจถูกนำไปใช้เพื่อประสงค์ร้าย หรือนำมาผสมกับเรื่องที่แต่งขึ้นหรือบริบทที่ไม่เหมาะสมเพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิด

เราสามารถจัดเรียงข้อมูลบิดเบือนทางออนไลน์ประเภทต่าง ๆ ตามระดับความเป็นอันตรายจากมากไปน้อย ดังนี้

  1. เนื้อหาปลอม (Fabricated content) คือเนื้อหาข่าวที่เป็นเท็จทั้งหมดและถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงและก่อให้เกิดความเสียหาย แม้ผู้คนทั่วโลกอาจขบขันเมื่อเห็นภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสสวมเสื้อโค้ตของ Balenciaga ซึ่งได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในปี 2023 แต่บุคคลผู้ทรงอิทธิพลมักตกเป็นเป้าหมายของเนื้อหาปลอมที่ร้ายแรงกว่านั้น เช่น รายงานเท็จเมื่อปี 2016 กล่าวอ้างว่าสมเด็จพระสันตะปาปาทรงสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ ในการสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
  2. เนื้อหาที่ถูกดัดแปลง (Manipulated content) คือข้อมูลหรือภาพจริงที่ถูกดัดแปลงเพื่อหลอกลวงผู้อ่าน ภาพที่ผ่านการตัดต่อสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น ภาพตัดต่อของนักการเมืองฮ่องกงผู้สนับสนุนปักกิ่งที่กำลังถือธงชาติสหรัฐฯ และถูกรายล้อมด้วยผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากกลุ่มผู้สนับสนุนของเขา
  3. เนื้อหาแอบอ้าง (Imposter content) เป็นการใช้แหล่งข้อมูลจริงเพื่อหลอกลวงผู้อ่าน และ/หรือทำลายความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลที่ถูกแอบอ้าง มีการใช้กลวิธีนี้ระหว่างการเลือกตั้งของเคนยาในปี 2017 เมื่อวิดีโอและรายงานที่เลียนแบบสำนักข่าวระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง เช่น CNN และ BBC เผยแพร่ข้อมูลเท็จ รวมถึงผลสำรวจความคิดเห็นที่ตรงตามความจริง
  4. บริบทเท็จ (False context) คือเนื้อหาจริงที่ถูกเผยแพร่พร้อมข้อมูลบริบทอันเป็นเท็จ เช่น คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กล่าวว่าตน “ขายความลับของรัฐไปมากมาย” โดยไม่ได้ระบุว่าคำกล่าวดังกล่าวเป็นเรื่องล้อเล่น บริบทเท็จยังรวมถึงการนำเนื้อหาเก่ามาเผยแพร่ในลักษณะที่ทำให้ดูเสมือนเป็นข้อมูลใหม่ เช่น รายงานสภาพอากาศฉบับเก่าของแอฟริกาใต้ที่เตือนเรื่องอุณหภูมิต่ำและหิมะตก ซึ่งถูกนำกลับมาเผยแพร่ซ้ำหลายครั้งราวกับเป็นรายงานปัจจุบัน
  5. เนื้อหาชวนให้เข้าใจผิด (Misleading content) คือการนำข้อมูลไปใช้ในลักษณะที่ชวนให้เข้าใจผิด เพื่อทำให้ประเด็นหรือบุคคลนั้น ๆ เป็นไปตามเรื่องเล่าบางอย่าง ตัวอย่างเช่น บทความข่าวบางชิ้นนำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโรคโควิด-19 อย่างบิดเบือน เช่น รายงานที่นำผลการศึกษาซึ่งแสดงว่าวัคซีนส่งผลเพียงเล็กน้อยต่ออัตราการเสียชีวิตโดยรวมมาใช้เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของประสิทธิผลในการป้องกันไวรัสโคโรนา ทั้งที่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการศึกษาดังกล่าวคือการตรวจสอบว่าวัคซีนมีผลต่อสาเหตุการเสียชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 หรือไม่
  6. การเชื่อมโยงที่เป็นเท็จ (False connection) ได้แก่ พาดหัว ภาพประกอบ และคำบรรยายภาพที่ขัดแย้งกับหรือไม่ได้สนับสนุนเนื้อหาข่าว บางครั้งแม้แต่สื่อกระแสหลักก็ใช้กลวิธีนี้ เช่น รายงานที่ใช้พาดหัวเรียกความสนใจว่า “เฟรนช์ฟรายส์เหล่านั้นอาจฆ่าคุณได้” ขณะที่ตัวบทความเองไม่ได้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างการบริโภคเฟรนช์ฟรายส์บ่อยครั้งกับความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น
  7. เนื้อหาเสียดสีหรือล้อเลียน (Satire or parody) เนื้อหาประเภทนี้ไม่มีเจตนาก่อให้เกิดความเสียหาย แต่อาจหลอกผู้อ่านที่ไม่ได้ตรวจสอบแหล่งอ้างอิงให้หลงเชื่อได้ ตัวอย่างเช่น The Onion เว็บไซต์เสียดสียอดนิยมของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการล้อเลียนทางการเมือง แต่เนื้อหาของเว็บไซต์แห่งนี้ก็ยังถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องจริงเป็นครั้งคราว

The Thai translation was made possible with support from the Government of Canada and the Canada Fund for Local Initiatives (CFLI).